Call : 082-632-1604

case study ที่อยากมาแชร์

 

บริษัทนี้มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี แต่บริษัทพึ่งจดทะเบียนบริษัทครึ่งปี( ก่อนหน้านี้บริษัทได้เปิดเป็นร้านเล็กๆ เนื่องด้วยเกิดอุบัติเหตุ จึงทำให้มีการเปิดร้านใหม่ ) แต่บริษัทยังไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งร้านดังกล่าวเปิดมาได้ประมาณครึ่งปีแล้ว ขอเล่าสภาพกิจการหน่อย คือกิจการเป็นกิจการที่ตั้งอยู่บนที่ดิน ซึ่งเช่าที่ดินในการปลูกสร้างร้านนี้ และตั้งอยู่บนเลขที่ 2ที่ เช่น แปลงหนึ่งเป็นที่ดิน /21 อีกที่เป็นที่ดิน /22 replica rolex

สินค้าที่ว่าการที่กิจการขายเป็นกิจการขายเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งทางร้านบอกว่า สินค้าที่ทางร้านรับมามีทั้งหมด 2 รูปแบบ คือ สินค้าที่ซื้อมาจาก supplier ที่ไมได้จดทะเบียนในภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเจ้าเล็กๆ และสินค้าอีกแบบเป็นสินค้าประเภท Brand ซึ่งสินค้าประเภทแบรนด์มีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่า และมีการกำหนดราคาขายตายตัวจากแคตาล็อก ซึ่งอัตราส่วนของสินค้าที่กิจการรับมาระหว่างสินค้าไม่มีแบรนด์กับมีแบรนด์ เท่ากับ 40 : 60 ( ขออธิบายเพิ่มอีกหน่อยกับสินค้าไม่มีแบรนด์ เนื่องจากกิจการมีหน้าร้านอื่นๆซึ่งเป็นแหล่งกระจายสินค้าอยู่แล้ว โดยทำกันเป็นธุรกิจครอบครัวเล็ก โดยร้านเหล่านั้นไมได้จดทะเบียนในรูปแบบบริษัท และไมได้จดทะเบียนในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด โดยกิจการเสียภาษีเป็นบุคคลธรรมดาในรูปแบบเหมา โดยให้สรรพากรในท้องที่มาประเมิน )  replica orologi

หากกิจการต้องการจดทะเบียนในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อที่จะให้กิจการมีอำนาจในการต่อรองหรือเข้าไป deal งานกับทางราชการ กิจการจำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยรายได้ที่กิจการได้รับจากส่วนงานราชการ กับประชาชนหรือผู้ค้ารายย่อย ประมาณ 20 : 80 แต่ปัญหามันมีอยู่ที่ว่า ถ้ากิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากสินค้าที่เอามาขายในร้านส่วนหนึ่งรับมาจาก supplier ที่ไมได้เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นการจ่ายเงินซื้อสินค้าดังกล่าว กิจการจะไม่สามารถขอเครดิตภาษีซื้อ ( การขอคืนภาษีซื้อเป็นผลประโยชน์ทางภาษี เพื่อเอาไปลดภาษีขายเมื่อกิจการขายสินค้าหรือบริการ ทำให้เกิดยอดส่งภาษีมูลค่าเพิ่มกับสรรพกรน้อยลง ) จึงทำให้ผู้บริหารเกิดการชั่งใจว่าจะทำอย่างไรกับสินค้าเหล่านั้น

ทางเลือกที่ 1 เอาสินค้าที่ซื้อทั้งหมดไม่ว่าจาก supplier เจ้าไหนก็ตามเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มให้หมด โดยทางเลือกนี้จะค่อนข้างสะดวกต่อพนักงานในการ key ข้อมูล เพราะสินค้าทั้งที่รับมาทั้งหมดที่รับมาจาก supplier ต่างเจ้ากัน ถูกคละกันหมดแล้ว และสะดวกต่อการจัดการข้อมูล ทำให้กิจการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และได้เห็น report จริง ข้อมูลทางการเงินจริง เพื่อให้กิจการได้นำข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาต่อไป  orologi replica

ทางเลือกที่ 2 กิจการต้องมีการแบ่งสินค้าที่นำมาจาก supplier ที่ไม่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และ สินค้าแบรนด์ที่มีการจดทะเบียนมูลค่าเพิ่ม โดยกิจการอาจต้องมีการแปะ code เอาไว้ เพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างสินค้า 2 ประเภท ความยุ่งยากจะอยู่ที่พนักงาน โดยทุกครั้งที่พนักงานขาย หากลูกค้าคนหนึ่งสั่งทั้งสินค้าปกติ และ สินค้าแบรนด์ จะต้องออก bill ใบเสร็จ 2 ใบ โดย bill ใบเสร็จประเภทที่สินค้าไม่มีภาษีซื้อ อาจจะออกเป็น bill เงินสดปกติ โดยรายได้จากการขายสินค้าดังกล่าว รับรู้เป็นรายได้ของบุคคลธรรมดา และใช้วิธีการเสียภาษีแบเหมา ซึ่งรายได้ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทใดๆทั้งสิน และสินค้าที่มีภาษีซื้อ อันนี้ให้เข้าระบบของภาษีมูลค้าเพิ่ม มีการออก invoice เต็มรูปแบบ และจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มแบบรูปแบบแรก แต่ที่ทำแบบนี้ได้ ไม่ใช่ว่าทุกกิจการจะทำได้ กิจการนี้ได้เปรียบตรงที่ว่าบริษัทกิจการเช่าพื้นที่เป็น 2 คูหา มีเลขที่แบ่งแยกชัดเจน ซึ่งมีการระบุอนาเขตว่า บ้านเลขที่นี้อยู่ในรูปแบบของบริษัท และ อีกที่อยู่ในรูปแบบของบุคคลธรรมดา http://www.cafit.co.uk/

 

ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตามครูเบิร์ดเองเชื่อว่า การยื่นภาษีและทำทุกอย่างให้ถูกต้องเป็นเรื่องที่ดี เพื่อจะได้ไม่โดนเบี้ยประบ และโดนภาษีย้อนหลัง

 http://www.horlogesnl.com/

Date : 30/08/2015 23:12:54